Marathon Change My Life
ผมอยากจะแบ่งปันมาราธอนแรกของผมกับทุกคนครับ
...
กลิ่นจางๆ ของจอมบึงมาราธอนครั้งท่ี 31 กำลังจะถูกพัดปลิวหายไป ผมนั่งนึกทบทวนกับตัวเอง เกือบ 2 ปีครึ่งท่ีผ่านมามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นกับผมมากมาย แต่เรื่องท่ีผมนึกแล้วมีความสุขท่ีสุดก็คือการวิ่ง
ใครจะกล้าคิดถึงมาราธอน แม้แต่วิ่งระยะมินิ 10 กม. ยังไม่เคยนึกถึง ใครท่ีจะคิดว่าจะวิ่งไม่หยุดนานติดกันกว่า 4 ชั่วโมง ใครจะคิดว่าจะตื่นตีสี่ทุกวันเพื่อมาวิ่งท่ีสวนลุมตอนเช้า ใครจะคิดว่าต้องวอร์มอัพคลูดาวน์ยืดเหยียด รวมแล้วประมาณ 1ชั่วโมงทุกครั้งก่อนและหลังการซ้อมวิ่งทุกวัน เป็นเวลากว่าหนึ่งปีท่ี ผมอุทิศเวลาช่วงเช้าให้กับการวิ่ง อาจมีสลับว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และเล่นเวทบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย
...
กย. 56
จำได้ว่าตอนนั้นน้ำหนักตัวผมประมาณ 78 จากที่เคยชั่งได้สูงสุด 82 ช่วงนั้นสุขภาพแย่มากทั้งกาย และใจ ภาวะความเครียด ความกดดันจากการทำงาน ผมอยู่ในสภาพท่ีเรียกได้ว่า ทุกข์ใจ และย่ำแย่สุดสุด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นภาระให้กับทุกคนรอบตัว ผมต้องการท่ีจะมีอะไรที่ทำแล้วมีความสุขบ้าง ซักนิดก็ยังดี
ผมได้เริ่มต้นการออกกำลังกายท่ีขึ้นกับตัวเองมากท่ีสุด นั่นก็คือการวิ่ง โดยผมจะตื่นประมาณตีห้าไปวิ่งท่ีสวนพระราม 3 วันละประมาณ 30-40 นาที วิ่งไปก็ท้อ วิ่งไปไม่ถึงโลก็เหนื่อย เจ็บเข่า จนต้องใช้ที่รัดเข่ารัดทั้งเข่าซ้ายเข่าขวาอยู่เป็นปี ผมคิดว่า วิ่งเป็นกีฬาท่ีน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้ลุ้น ไม่เหมือน เทนนิส ฟุตบอล ท่ีผมชอบ แต่ข้อดีก็คือผมได้อยู่กับตัวเอง และได้มองแม่น้ำเจ้าพระยาทุกเช้าเป็นของขวัญเล็กๆยามเช้า เป็นรางวัลที่คนตื่นเช้าสมควรจะได้รับ
...
พย. 56
ผมไม่เคยคิดลงแข่งงานวิ่งเลย จนมาวันนึงคุณหลุยส์เพื่อนที่เริ่มวิ่งพร้อมๆกันได้ชวนให้ลงวิ่งมินิครั้งแรก งานของสมาคมธรรมศาสตร์ Thailand International Half Marathon สมัครไปโดยคิดว่าจะให้เป็นเป้าหมายเล็กๆของปีนี้ วิ่งไป 1.23 ชม. เหนื่อยแบบสุดๆ
...
กพ. 57
หลังจากที่ได้ฝึกวิ่งมาสักพัก ผมได้ซื้อ Adidas Micoach ซึ่งลดราคาอยู่ 70% ไมโค้ชคืออุปกรณ์เสริมที่ต่อกับสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถวัดค่าหัวใจ และการก้าวเท้าเพื่อวัดความเร็ว Pace ได้ ที่สำคัญคือไมโค้ชเป็นโค้ชส่วนตัวของผม เป็นเหมือนเพื่อนที่วิ่งไปด้วยกัน โดยจะมีเสียงบอกให้ผมวิ่งเร็วขึ้นหรือช้าลง ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ มีทั้งช้าสลับเร็ว วิ่งคุมโซน และอีกหลายๆอย่าง ผมวิ่งไปได้เรื่อยๆด้วยอัลบั้มเพลงของพี่บอย โกสิยพงษ์ ขับร้องโดยพี่ป๊อด ธนชัย อุชชิน เป็นอัลบั้มเดียวท่ีผมชอบที่สุด บางครั้งก็ฟังเพลงของลุลาบ้าง ฟังแล้วลอยๆดี จำได้เลยว่าไม่มีเพลงผมวิ่งไม่ได้ ช่วงกลางๆปีคุณหลุยส์ก็ส่งตารางซ้อมฮาล์ฟจอมบึงมาให้ผม ซึงเป็นตารางท่ีเขียนโดยครูดิน แล้วผมก็เริ่มสนุกกับการวิ่งที่มีเป้าหมายชัดเจน คือ ฮาล์ฟมาราธอนท่ีจอมบึง
...
กย.57
มินิมาราธอนครั้งท่ีสอง จัดโดย เซ็นทรัลกรุ๊ป: 7/9/57 ผมทำเวลาได้ 57 นาที ผมดีใจท่ีทำเวลาได้ต่ำกว่า 1 ชั่งโมง น่าจะเป็นผลมาจากตารางซ้อมของครูดิน และ ไมโค้ชที่คอยสอนผมวิ่งมาครบ 1 ปี
ช่วงนี้พี่ป้อม พี่ที่อยู่ข้างบ้านมาชวนผมเล่นเวท ผมจะไปเล่นเวทสัปดาห์ละ 3 วันหลังจากวิ่งเสร็จ พี่ป้อมสอนให้ผมเล่นเวทแบบเป็นระบบ เล่นส่วนต่างๆสลับกันไป
...
มค. 58
แล้วฮาล์ฟมาราธอนแรกของผมก็มาถึง จอมบึงมาราธอน: 18/1/58 ผมใช้เวลา ไป 1.48 ชม. คุมเพชไป 5.07 เกือบตลอด มีเร่งตอนต้น และหมดตอนท้ายนิดหน่อย ผมดีใจมากท่ีสามารถวิ่งได้ต่ำกว่า 2 ชม. อากาศท่ีจอมบึงปีนั้นหนาวมากประมาณ 18 องศา ช่วงนั้นความฟิตผมดีมาก เป็นผลจากการซ้อมตามตารางของครูดินควบคู่ไปกับเวทเทรนนิ่ง โดยผมได้วนตารางซ้อมของครูดินเกือบสองรอบ และแปลกใจมากกับผลลัพท์ท่ีได้มา เริ่มนึกในใจว่าผมอาจจะมีมาราธอนเป็นของตัวเอง
...
กพ. 58
ผมได้ลงงานไทยคม(มินิครั้งท่ี 3): 8/2/58 ทำเวลาได้ 56.52 แบบที่วิ่งไปเจ็บไปตลอดทาง หลังจากนั้นผมได้สมัครเข้าร่วมกลุ่มวัดใจฮาล์ฟมาราธอนท่ีพัทยากับครูดิน โปรแกรมมีระยะเวลา 154 วัน ผมได้ฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบ วันเสาร์ผมได้ไปเรียนวิ่งที่สวนลุมกับครูดิน 2-3 ครั้ง หลังจากฝึกซ้อมในแต่ละวัน ก็ต้องมาเขียนส่งการบ้านในกลุ่ม โดยจะมีทีมแอดมินคอยดูแลและให้คำปรึกษา ว่างๆก็แวะเวียนไปอ่านการบ้านของเพื่อนๆบ้าง
...
กค.58
มินิ ครั้งที่ 4 ของผมก็ตามมา The Kop Run 10k : 12/7/58 งานวิ่งที่สาวกเดอะค๊อปอย่างผมพลาดไม่ได้ ผมทำเวลามินิได้ดีขึ้นเป็น 54.29 แต่วิ่งแบบไม่สุดเพราะต้องเก็บสภาพไว้สำหรับงานฮาล์ฟมาราธอน ในสัปดาห์ถัดไป ฮาล์ฟมาราธอนครั้งท่ีสองของผม พัทยามาราธอน 19/7/58 : 2.15 ชม. เป็นงานที่ผมวางแผนผิดพลาด อากาศร้อน และเนินเล็กๆ กับการท่ีเร่งเร็วไปในกิโลเมตรแรก ทำให้เวลาหลุดไปจากเป้าหมายเยอะ ความเร็ว Pace ของผมเหมือนกับกราฟที่ดิ่งลงเรื่อยๆ
...
สค. 58
หลังงานท่ีพัทยา ผมได้สมัครเข้าร่วมโปรแกรมของครูดินต่อ คือ วิ่งวัดใจกรุงเทพมาราธอนครั้งท่ี 1 และจอมบึงมาราธอนครั้งที่ 2 โดยโปรแกรมจะให้เลือกว่าจะวิ่งที่งานกรุงเทพ หรือจอมบึงก็ได้ ผมเลือกจอมบึงตามคำแนะนำของครูดิน และความประทับใจที่ได้ลงแข่งท่ีจอมบึงตอนต้นปี ผมตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด เป้าหมายก็คือ ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ระหว่างนั้นผมเริ่มตั้งเป้าหมายเล็กๆ ว่าจะแข่งไตรซักครั้งในปีนี้ ซึ่งมันทำให้การซ้อมของผมเปลี่ยนไปจากท่ีคิดไว้อย่างสิ้นเชิง 12/8/58 เป็นวันแม่ผมได้ไปซ้อมโดยนำไตรบาร์มาติดท่ีจักรยาน ก่อนท่ีจะแข่งหัวหินไตรเพียง 1 สัปดาห์ วันนั้นผมเสียหลัก และพุ่งลงข้างทาง ความเร็วตอนนั้นประมาณ 20 กม/ชม. ดีท่ีร่างกายไม่มีอะไรแตกหัก แต่เข่าบวมขึ้นมาเป็นลูกปิงปอง หลังจากนั้นผมก็วิ่งได้แค่ครั้งละ 2-3 โลก็เจ็บเข่าซ้ายตลอด ไม่สามารถวิ่งเร็วได้ พอแผลหายก็เริ่มว่ายน้ำ วิ่งในน้ำ ดริลในน้ำ ผมได้เข้าตารางฟื้นฟูของครูดิน ประมาณ 3 ชุด ชุดละประมาณ 12 วันรวม 36 วัน ผมมีกำลังใจจากเพื่อนในบ้านวัดใจ อบอุ่นแบบท่ีนึกไม่ถึง เพราะแรกทีเดียวทุกคน ก็เหมือนกับคนแปลกหน้าท่ีเพิ่งจะรู้จักกันผ่านทางเฟสบุ๊ค เพื่อนๆเข้ามาให้กำลังใจผมตลอด 2 เดือนท่ีผมเจ็บ กล่องการบ้านของผมจะมีเพื่อนแวะเวียนมาให้กำลังใจตลอด ผมโดนแซวว่าจะตั้งชมรมว่ายน้ำ เริ่มมีประธาน และรองประธาน ท่ีบาดเจ็บเหมือนกัน ผมว่ายน้ำได้ดีขึ้นมาก เพราะวิ่งไม่ได้
...
ตค. 58
เป้าหมายท่ีจะลงแข่งไตรซักครั้งในปีนี้ก็ยังอยู่ ผมลงแข่งงานพัทยาไตร
(Pattaya Triathlon) ซึ่งจัดวันทที 17/10/58 ในระยะ Sprint : ว่าย 0.75 กม. / ปั่น 20.0 กม./ วิ่ง 5.0 กม. โดยก่อนแข่ง 2 สัปดาห์ผมยังไม่สามารถวิ่งได้เกิน 3 กม. ผมไปหาคุณหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อรักษาอาการเจ็บเข่าด้วยการปักเข็มเพื่อคลายปมของกล้ามเนื้อ Triggle Point ท่ีมันรั้งไว้ทำให้เข่าของผมเจ็บ ผมต้องพักจากการระบมของกล้ามเนื้ออยู่หลายวัน พอครบสัปดาห์ ผมไปหาหมออีกครั้ง และวิ่งให้คุณหมอดู แล้วผมก็สามารถวิ่งได้เกิน 3 กิโล ผมลงแข่งไตรครั้งแรกได้อย่างสนุก แม้เวลาจะไม่ได้ดีเท่าท่ีควร แต่ผมก็สนุกกับไตรครั้งแรกมากทีเดียว ผมดีใจท่ีกลับมาวิ่งได้
...
พย. 58
ผมเริ่มกับมาซ้อมได้ แต่ยังไม่สามารถวิ่งเร็วได้ต่ำกว่า Pace 5.50 เพราะจะมีอาการเจ็บหลังซ้อม ผมไม่สามารถพัฒนาด้านความเร็ว ซึ่งจุดประสงค์ของตารางซ้อมในเดือนนี้ก็คือ การพัฒนาความเร็ว
เนื่องจากผมได้สมัครกรุงเทพมาราธอนไว้ในระยะฮาล์ฟ และคิดว่าจะสามารถวิ่งได้ใน Pace 6 กว่าๆได้ ผมเลยสมัครเป็น Pacer ฮาล์ฟมาราธอนที่เวลา 2.15 ชม.ลูกโป่งสีฟ้า ซึ่งวันวิ่งจริงระยะได้เกินจากระยะ 21.097k มาเป็น 27.600k การวิ่งฮาล์ฟครั้งนี้ถือเป็นการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งท่ี 3 ของผม พวกเราทีม Pacer สามารถทำได้ตามเป้าหมายตอนที่ถึงกิโลเมตรท่ี 21 แต่หลังจากนั้นก็ได้แต่คุมเพซเดิมต่อไปจนจบ เสียดายท่ีไม่สามารถพาเพื่อนๆท่ีตามลูกโป่งสีฟ้าจบได้ตามเวลาเป้าหมาย เพราะระยะเกินไปเยอะมากถึง 6 กม. ด้วยกัน แต่ผมก็สนุกกับการวิ่งครั้งนี้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆท่ีมาเป็น Pacer เหมือนกัน
...
ธ.ค. 58
อาการบาดเจ็บดีขึ้นเกือบ 90% เดือนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการซ้อมวิ่งยาวสัปดาห์ละครั้ง มีระยะ 32k 25k และ 35k สลับกันไปทุกสัปดาห์ ร่างกายของผมอ่อนเพลียจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนวันละ 5-6 ชั่งโมง ผมมีอาการเจ็บคอตลอดเดือน ช่วงท่ีป่วยหนักๆ เป็นทอมซิลอักเสบ ผมเจ็บคอมาก ช่วงหนักๆผมกินข้าวไม่ได้ไป 4-5 วัน กินได้แต่ข้าวต้ม ไข่ตุ๋น แค่กลืนน้ำลายยังเจ็บคอ น้ำหนักผมลดฮวบๆ ลดไป 6 โล ทั้งที่ในปี 2558 น้ำหนักผมคงท่ีอยู่ท่ี 70 กิโล ปลายธันวาคมน้ำหนักผมอยู่ที่ 64 กิโล และก็ไม่กลับขึ้นมาอีก แต่อาการป่วยก็ทำให้สภาพความฟิตผมหายไป ผมวัดชีพจรขณะพักได้ 70-74 ทั้งๆที่สภาพร่างกายปกติน่าจะอยู่ที่ 54 ครั้งต่อนาที ผมได้เรียนรู้หลายๆอย่างเพราะต้องปรับการซ้อมให้เข้ากับอาการเจ็บป่วย
- ผมต้องฝึกการหายใจให้เข้าจมูกออกปาก เพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าไปท่ีคอซึ่งเสี่ยงต่อทอมซิลอักเสบเรื้อรัง
- ผมปรับการลงเท้าเพื่อให้อาการเจ็บท่ีข้อเท้าขวาด้านในใต้ตาตุ่ม (PTTD) ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการเพิ่มระยะท่ีมากขึ้น และเท้าที่ค่อนไปทางแบน ผมคิดว่าผมสามารถวิ่งแล้วมีอาการบาดเจ็บน้อยลงเพราะน้ำหนักตัวเบาขึ้น
- ผมมีเพื่อนร่วมวิ่งในวันซ้อมวิ่งยาว คือพี่พนธ์ที่อยู่ในบ้านวัดใจเหมือนกัน ทำให้ผมมีกำลังใจมากขึ้นว่าจะสามารถจบมาราธอนได้ ผมพยายามท่ีจะวิ่งซอยเท้าถี่ขึ้นเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) ไม่สูงจนเกินไป แต่ความหวังที่จะจบให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมงเลือนลางออกไปทุกที
...

ม.ค. 59
มาราธอนแรกของผมจบลงด้วยเวลา 4.07 ชั่วโมง สนุกและประทับใจ วันวิ่งมาราธอนของผมก็ไม่มีอะไรพิเศษมากมาย ก็แค่หนึ่งวันในหนึ่งปีท่ีผมซ้อมเพื่อมาราธอน และเป็นแค่หนึ่งวันในกว่า 850 วันท่ีผมเริ่มวิ่ง แต่ผมก็ตื่นเต้นจนเกือบจะนอนไม่หลับ ผมสนุกกับการวิ่ง ผมสนุกที่ผมได้วางแผนการวิ่ง ผมได้ใช้ประสบการณ์ท่ีผิดพลาดในอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อการวิ่งครั้งนี้จะได้เป็นไปตามแผน และให้เวลาใกล้เคียงกับเป้าหมายท่ีวางไว้ท่ีสุด ผมสนุกท่ีได้ทักทายเพื่อนๆ ผมดีใจที่ได้มิตรภาพใหม่ๆ สุดท้ายผมมีความสุขมากท่ีได้เป็นนักวิ่งมาราธอน (Marathoner) แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมดีใจที่วิถีชีวิตผมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ผมเริ่มเห็นแสงสว่างท่ีปลายอุโมงค์ ผมเริ่มมีความหวังกับชีวิต ผมเริ่มค้นหาตัวเอง ผมเริ่มมีเป้าหมาย และเริ่มวางแผนชีวิตของผม ผมเชื่อว่าผมจะสามารถปรับตารางซ้อม มาเป็นตารางชีวิต ผมจะค่อยๆฝึกชีวิตของผม อย่างมีเป้าหมาย อย่างมีสติ และมีความสุขครับ

ขอบคุณภรรยา และลูก
ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ และครอบครัว
ขอบคุณเพื่อนๆกลุ่มวัดใจ
ขอบคุณทุกคนครับท่ีอ่านเรื่องราวของผม
พวกคุณทำให้มาราธอนของผมสวยงาม
วีรพันธุ์ ลีลาวรวงศ์
29/01/59